วันศุกร์ที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2555

รถไฟกำลังจะมาถึงอาบูจา

 ภาพจำลองเมื่อรถไฟโมโนเรลสร้างเสร็จ
บรรยากาศวันที่ นายมาลา โมฮัมเม็ด รัฐมนตรีว่าการ FCT (ชุดขาว)และผู้แทนบริษัท CCECC (สวมสูท) ลงนามในสัญญาก่อสร้างรถไฟโมโนเรล ที่กรุงอาบูจา



รถไฟกำลังจะมาถึงอาบูจา

เมื่อปี ค.ศ. 2006 รัฐบาลไนจีเรียเคยพยายามสร้างระบบขนส่งมวลชนแบบโมโนเรลขึ้นในกรุงอาบูจามาแล้วครั้งหนึ่ง โดยได้รับการสนับสนุนเงินกู้จากธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าของจีน แต่โครงการไม่สามารถเริ่มการก่อสร้างได้จนปี 2009 แต่การก่อสร้างดำเนินไปได้เพียงร้อยละ 20 ก็หยุดชะงักลงเนื่องจากขาดงบประมาณสนับสนุน

ตั้งแต่รัฐบาลของประธานาธิบดีกู๊ดลัก โจนาธานเข้ามาบริหารราชการแผ่นดิน ได้ให้ความสำคัญอันดับแรกกับการพัฒนาโครงสร้างสาธารณูปโภค โดยเฉพาะการก่อสร้างระบบขนส่งมวลชนในกรุงอาบูจาจึงได้นำโครงการรถไฟโมโนเรลขึ้นมาสานต่ออีกครั้งหนึ่ง และเมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2555 ประธานาธิบดีกู๊ดลัก โจนาธานได้มอบหมายให้นายบาลา โมฮัมเม็ด รัฐมนตรีว่าการเขตปกครองนครหลวงสหพันธ์ หรือที่เรียกว่า Federal Capital Territory (FCT) เจรจากับบริษัท Chinese Civil Engineering  Construction Company Limited (CCECC) จนสามารถบรรลุข้อตกลงสามารถลงนามสัญญาก่อสร้างระบบขนส่งด้วยรถไฟโมโนเรลจนเป็นผลสำเร็จ ภายหลังการลงนามผู้แทนบริษัท CCECC แถลงว่าจะสามารถก่อสร้างโครงการเฟสแรกได้แล้วเสร็จภายในเวลา 36 เดือนตามกรอบเวลาที่ตกลงในสัญญา โดยเมื่อก่อสร้างเสร็จแล้วบริษัทจะฝึกอบรมพนักงานชาวไนจีเรียให้บริหารโครงการได้เองทั้งหมด

ต่อมาเมื่อวันที่ 11 กันยายน 2555 ดร. โกซี โอคุนโจ-อิวัลลา ผู้ประสานงานรัฐมนตรีเศรษฐกิจและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังพร้อมด้วยนายบาลา โมฮัมเม็ด ได้เดินทางไปกรุงปักกิ่ง ประเทศจีน เพื่อเจรจาขอกู้เงินจากธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าของจีน จำนวนเงิน 500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สำหรับการก่อสร้างโครงการรถไฟโมโนเรลในกรุงอาบูจา ซึ่งในที่สุดได้มีการลงนามสัญญาเงินกู้ดังกล่าว ซึ่งจะทำให้โครงการรถไฟโมโนเรลของกรุงอาบูจาสามารถเดินหน้าต่อไปได้

ภาพจำลองที่นำมาลงไว้เป็นภาพเก่าเมื่อครั้งประชาสัมพันธ์โครงการเมื่อปี 2008 แต่ไม่ว่าเมื่อก่อสร้างจริงภาพจะออกมาอย่างไร ผู้ที่จะได้รับประโยชน์โดยตรงจากโครงการนี้คือประชาชนที่อาศัยอยู่ชานกรุงอาบูจา ซึ่งทุกวันนี้ไม่มีระบบขนส่งมวลชนสาธารณะให้บริการ

โครงการรถไฟโมโนเรลในกรุงอาบูจามีระยะทางทั้งหมด 280 กิโลเมตร แบ่งการก่อสร้างเป็นสามระยะ ระยะแรกมีระยะทางทั้งหมด 60 กิโลเมตร โดยจะผ่านพื้นที่เขตการ์คี เขตกลางเมือง  เขตวูเซ  อูตาโกมอร์เตอร์ปาร์ก (Utako Motor park) เขตจาบี ไล้ฟ์แค้มป์ คาร์โม กวารินปา และคุปวา นอกจากนั้นยังจะผ่านสนามกีฬาแห่งชาติ (national stadium)  สวนสาธารณะคุควาบา  เขตอิดู และสนามบินนานาชาติเอ็นนามดี อาซิคิเว 

วันอังคารที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2555

มันสำปะหลัง : พืชเศรษฐกิจที่เป็นความหวังของไนจีเรีย


มันสำปะหลัง : พืชเศรษฐกิจที่เป็นความหวังของไนจีเรีย

มันสำปะหลังเป็นพืชเศรษฐกิจการแรกที่กระทรวงเกษตรและพัฒนาชนบทตั้งความหวังไว้ว่าจะเป็นพระเอกของโครงการปรับปรุงเกษตรกรรมของรัฐบาลประธานาธิบดีกู๊ดลัก โจนาธาน โดยตั้งเป้าไว้ว่ามันสำปะหลังจะเป็นพืชส่งออกที่นำรายได้เข้าประเทศปีละ 4 หมื่นล้านไนร่า

ที่สำคัญคือจากการวิเคราะห์ห่วงโซ่แห่งคุณค่าแล้วมันสำปะหวังจะสามารถสร้างงานให้เกษตรกรไนจีเรียทั่วประเทศได้ถึง 1.2 ล้านตำแหน่งงานทีเดียว  โดยนโยบายแรกที่จะผลักดันให้มันสำปะหลังเป็นพืชส่งออกคือการที่ส่งเสริมให้มีการใช้แป้งมันสำปะหลังในการผลิตขนมปังทั่วประเทศ ทดแทนแป้งข้าวสาลีที่ต้องนำเข้าจากต่างประเทศ ขณะเดียวกันรัฐบาลก็เจรจาขายมันสำปะหลังอัดเม็ดให้ประเทศจีนในปี 2555 ได้แล้วจำนวน 1 ล้านตัน

รัฐบาลคาดหวังว่า หากสามารถผลักดันให้มีการใช้แป้งมันสำปะหลังในการผลิตขนมปังทดแทนแป้งข้าวสาลีได้ประมาณ ร้อยละ 20 และขณะเดียวกันช่วยลดการนำเข้าแป้งข้าวสาลีลงได้ จะเป็นผลให้มีเม็ดเงินไหลเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจของประเทศถึง 60 พันล้านไนร่าทีเดียว ซึ่งการที่จะทำได้เช่นนั้นผู้เชี่ยวชาญของกระทรวงเกษตรฯ แจงว่าการที่จะสนองต่อความต้องการของตลาดดังกล่าวได้ไนจีเรียต้องผลิตหัวมันสำปะหลังสดเพิ่มประมาณปีละ 50 ล้านตัน  

ปัจจุบันผลผลิตหัวมันสดภายในประเทศผลิตได้ปริมาณปีละ 44 ล้านตัน

กลไกการปรับปรุงด้านเกษตรกรรมของไนจีเรีย


ดร.กู๊ดลัก โจนาธาน
ประธานาธิบดีสหพันธ์สาธารณรัฐไนจีเรีย



กลไกการปรับปรุงด้านเกษตรกรรมของไนจีเรีย

ประธานาธิบดีกู๊ดลัก โจนาธาน เป็นคนมีความรู้ที่ก้าวขึ้นมาเป็นผู้บริหารประเทศโดยไต่เต้ามาจากการเป็นรองผู้ว่าราชการรัฐบาเยลซาก่อนที่จะขึ้นดำรงผู้ว่าราชการรัฐนั้นเนื่องจากผู้ว่าราชการถูกสภาถอดถอน และเป็นรองประธานาธิบดีก่อนที่จะขึ้นเป็นประธานาธิบดีเมื่อประธานาธิบดีป่วยและเสียชีวิต แต่เมื่อครบวาระก็รณรงค์หาเสียงจนชนะการเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีด้วยความสามารถและคะแนนนิยมของตนเอง ตำแหน่งที่ว่ามาเหล่านี้ล้วนเป็นตำแหน่งเลือกตั้งมาโดยการลงคะแนนเสียงของประชาชน คนที่มาจนถึงตรงนี้ได้ไม่ใช่คนธรรมดา

ความไม่ธรรมดาของประธานาธิบดีท่านนี้ประการหนึ่งคือเป็นคนที่ตั้งใจทำงาน ไม่เล่นการเมือง แบบสาดโคลน แม้เมื่อท่านชนะการเลือกตั้งชิงตำแหน่งประธานาธิบดีเมื่อปี 2553 พรรคการเมืองและสื่อสารมวลชนฝ่ายค้านต่างโจมตีท่านต่างๆนาๆ แต่ท่านก็ไม่ตอบโต้ คงมุ่งทำแต่งานไม่ท้อถอย และการทำงานของท่านก็ไม่ได้ทำแบบสักแต่ว่าทำ ดังในเรื่องนโยบายการปรับโครงสร้างด้านเกษตรกรรมที่ท่านชูนโยบายมาแต่แรกและได้ดร.อะคินวูมิ อะเดสินา คนเก่งที่มีประสบการในการบริหารยุทธศาสตร์การพัฒนาเศรษฐศาสตร์การเกษตรเข้ามาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและพัฒนาชนบทท่านก็เร่งตั้งกลไกที่จะทำให้นโยบายการปรับปรุงการเกษตรกรรมของประเทศเป็นรูปธรรม

เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2555 ท่านประธานาธิบดีโจนาธานได้ออกคำสั่งแต่งตั้งสภาปรับปรุงการเกษตรกรรมของประเทศ (Presidential Agricultural Transformation Implementation Council :  PATIC) เพื่อเข้ามาดูแลนโยบายปรับปรุงการเกษตร (Agricultural Transformation Agenda: ATA) ของรัฐบาล ซึ่งโครงการนี้กระทรวงเกษตรและพัฒนาชนบทเป็นเจ้าภาพหลัก และมีวัตถุประสงค์สามประการคือ 1) แก้ปัญหาการว่างงาน 2) สร้างความมั่งคั่ง (สร้างรายได้ให้เกษตรกร 300 พันล้านไนร่า) โดยผ่านการสร้างงานในภาคเกษตรกรรมอย่างน้อย 3.5 ล้านตำแหน่งงาน และ 3) สร้างความมั่นคงด้านอาหารในประเทศไนจีเรีย

สภา PATIC ซึ่งมีท่านประธานาธิบดีโจนาธานเป็นประธานและมี ดร.อะคินวูมิ อะเดสินา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและพัฒนาชนบทเป็นผู้ประสานงาน จะทำหน้าที่ติดตามการดำเนินการตามนโยบาย โดยมีผู้ที่มีประสบการณ์ด้านการเกษตรเข้าร่วมเป็นสมาชิกในสภา PATIC อาทิ นายอาลิโค ดานโกเตนักธุรกิจใหญ่ของไนจีเรีย อดีตประธานาธิบดีโอลูเซกุน โอบาซันโจ ซึ่งเป็นเจ้าของธุรกิจการเกษตรรายใหญ่ที่สุดรายหนึ่งของประเทศ นายคานาโย เอนวานเซ ประธานกองทุนระหว่างประเทศเพื่อการพัฒนาเกษตรกรรม (International Fund for Agricultural Development : IFAD) นายเจฟฟรีย์ ซาค นักเศรษฐศาสตร์และศาสตราจารย์มหาวิทยาลัยโคลัมเบียของสหรัฐอเมริกา

ในชั้นต้นนี้สภา  PATIC ได้เริ่มงานโดยการระบุผู้มีส่วนได้เสียหลักทั้งในภาครัฐและภาคเอกชนซึ่งรวมถึงประชาสังคมด้วย และกำหนดขอบเขตของการร่วมมือกับพันธมิตรทั้งหมด (โดยเฉพาะอย่างยิ่งเน้นที่คนหนุ่มสาว)  เพื่อหวังให้โครงการก่อผลสูงสุดในการขยายห่วงโซ่แห่งคุณค่า

ที่ต้องทำเช่นนี้เพราะเป้าหมายหลักของโครงการปรับปรุงการเกษตกรรมของรัฐบาลในครั้งนี้ประการแรกก็คือการเพิ่มมูลค่า ซึ่งถือว่าเป็นการพัฒนาที่สำคัญสำหรับภาคเกษตรกรรม  ทั้งนี้รัฐบาลจะมุ่งให้ความสำคัญไปที่การวิเคราะห์ห่วงโซ่แห่งคุณค่าของพืชเกษตร 10 ตัว (ได้แก่ มันสำปะหลัง ข้าว ถั่วแดง ฝ้าย โกโก้ น้ำมันปาล์ม มะเขือเทศ หอมหัวใหญ่ ถั่วเหลือง และข้าวโพด) ปศุสัตว์และประมง ทั้งนี้โดยการสร้างงานจำนวน 3.5 ล้านตำแหน่งงานนั้นมุ่งไปที่การวิเคราะห์ห่วงโซ่แห่งคุณค่าของพืชห้าตัวแรก (มันสำปะหลัง ข้าว ถั่วแดง ฝ้าย และโกโก้) และทางการเชื่อว่าเมื่อเริ่มโครงการวิเคราะห์ห่วงโซ่แห่งคุณค่าของพืชตัวอื่นๆก็จะช่วยให้เกิดการจ้างงานเพิ่มขึ้นอีกจำนวนมากเช่นกัน

เป้าหมายหลักประการที่สองคือการบรรลุถึงความพอเพียง (self-sufficiency) โดยที่มีตัวชี้วัดคือการลดการนำเข้าผลผลิตที่เพาะปลูกในประเทศได้แล้ว เช่น ข้าว ข้าวสาลี น้ำตาล ซึ่งสินค้าสามตัวนี้เมื่อปี 2553 ปีเดียวไนจีเรียนำเข้าเป็นมูลค่ารวม 1 ล้านล้านไนร่า

การที่จะบรรลุเป้าหมายข้างต้นกระทรวงเกษตรฯ ทราบดีว่าเกษตรกรไนจีเรียมีสิ่งที่ท้าทายซึ่งต้องฟันฝ่าไปให้ได้หลายประการ อาทิ การที่เกษตรกรไม่สามารถเข้าถึงเมล็ดพันธุ์และปุ๋ย ขาดยุ้งฉางสำหรับเก็บผลผลิต ขาดข้อมูลข่าวสารและเทคโนโลยีการสื่อสารทันสมัยเพื่อเข้าถึงข้อมูลการตลาดที่จำเป็น ซึ่งรัฐบาลมีนโยบายที่จะให้ความช่วยเหลือเกษตรกรด้วยการแจกบัตรแบบเดียวกับบัตรกำนัลของร้านสรรพสินค้าสำหรับซื้อปุ๋ย และช่วยเหลือในการจัดหาอุปกรณ์สื่อสารที่ใช้เทคโนโลยีมือถือและวอฟต์แวร์ที่ใช้อยู่ในปัจจุบันสำหรับเกษตรกรด้วย

ปรับแก้: 19 กันยายน 2555

วันจันทร์ที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2555

ไนจีเรียเคยห้ามนำเข้าข้าวจากต่างประเทศมาก่อน




ไนจีเรียเคยห้ามนำเข้าข้าวจากต่างประเทศมาก่อน

นโยบายปรับปรุงการเกษตรกรรมของประเทศที่รัฐบาลประธานาธิบดีกู๊ดลัก โจนาธาน กำลังเร่งดำเนินการอยู่ขณะนี้ ไม่ได้เป็นของใหม่ เคยมีรัฐบาลก่อนหน้านี้พยายามทำมาแล้ว แต่ไม่สำเร็จ โดยเฉพาะนโยบายห้ามนำเข้าข้าวจากต่างประเทศ

เมื่อปี 1985 รัฐบาลไนจีเรียเคยห้ามนำเข้าข้าวจากต่างประเทศ โดยมีจุดประสงค์เพื่อส่งเสริมการเพิ่มผลผลิตภายในประเทศให้เพียงพอกับความต้องการบริโภค แต่สิบปีให้หลังต่อมาเมื่อปี 1995 รัฐบาลขณะนั้นก็ยกเลิกการห้ามนำเข้าข้าวจากต่างประเทศ เพราะผลผลิตข้าวที่เพิ่มขึ้นในประเทศไม่เพียงพอต่อความต้องการบริโภคของประชาชน

เมื่อปี 2002 รัฐบาลของประธานาธิบดี โอลุเซกุน โอบาซันโจได้เริ่มโครงการพัฒนาข้าว โดยส่งเสริมการปลูกข้าวเพิ่มขึ้นพร้อมกับส่งเสริมกิจการสีข้าวภายในประเทศควบคู่ไปด้วย สำหรับการส่งเสริมการปลูกข้าวนั้นได้นำพันธุ์ข้าวลูกผสมพันธุ์ใหม่ๆเข้ามาให้เกษตรกรใช้เพาะปลูก และตั้งเป้าหมายว่าภายใน 5 ปี คือปี 2007 ไนจีเรียจะเพิ่มพื้นที่เพาะปลูกข้าวเป็น 3 ล้านเฮกตาร์ โดยในปี 2006 ผลผลิตข้าวของไนจีเรียจะเพิ่มเป็นปีละ 5 ล้านตัน และในปี 2007 เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการจะสามารถส่งออกข้าวไปขายในประเทศต่างๆในแอฟริกาตะวันตก และตามโครงการดังกล่าวในปี 2012 ไนจีเรียจะเป็นประเทศผู้ผลิตและส่งออกข้าวรายใหญ่ที่สุดในทวีปแอฟริกา

การทำโครงการพัฒนาข้าวในครั้งนั้นอาศัยบริษัทเอกชนผู้ผลิตปุ๋ยรายใหญ่ของประเทศชื่อ บริษัทโนโตเร เคมิคัล อินดัสตรี จำกัดเป็นแกนนำในการริเริ่มโครงการในรัฐครอส ริเวอร์และรัฐทาราบา ซึ่งมีการเพาะปลูกข้าวอยู่แล้วโดยรัฐบาลตั้งเป้าหมายดำเนินการให้บริษัท 3 ประการ ได้แก่ 1) ส่งเสริมความมั่นคงด้านอาหาร 2) สร้างงาน 3) สร้างรายได้ให้เกษตรกร ครั้งนั้นนับว่าเป็นครั้งแรกที่เกิดโครงการความร่วมมือในการลงทุนระหว่างภาครัฐกับภาคเอกชน ซึ่งหลายคนคาดหวังว่าจะเป็นรูปแบบส่งเสริมกสิกรรมของประเทศในอนาคต  โครงการของบริษัทดังกล่าวมีพื้นที่ส่งเสริมการเพาะปลูกข้าวรวม 20,000 เฮกตาร์

ปัจจุบันบริษัทโนโตเร เคมิคัล อินดัสตรียังทำโครงการพัฒนาข้าวอย่างต่อเนื่องและเป็นกลไกที่ได้รับการส่งเสริมจากรัฐบาลปัจจุบันเช่นกัน แต่เป้าหมายของโครงการที่เริ่มมาหลายปียังไม่บรรลุวัตถุประสงค์ที่ตั้งใจไว้เมื่อปี 2005 ซึ่งบริษัทได้เข้าซื้อกิจการของบริษัท National Fertilizer of Nigeria และเป็นบริษัทผู้ผลิตปุ๋ยยูเรียเพียงรายเดียวของภูมิภาคซับ ซาฮารา แอฟริกา แต่กิจการของบริษัทขยายตัวใหญ่โตปรับโครงสร้างการผลิตของโรงงานปุ๋ยของบริษัทเป็นเชิงพาณิชย์ในปี 2010 โดยมีกำลังผลิตปุ๋ยแอมโมเนียปีละ 3 แสนตัน และปุ๋ยยูเรียปีละ 5  แสนตัน และเดือนเมษายน 2012 ได้ทำสัญญาร่วมทุนกับบริษัทมิตซูบิชิคอร์ปอเรชั่น ประเทศญี่ปุ่นจัดตั้งโรงงานผลิตยูเรียในรัฐครอส ริเวอร์ ขนาดกำลังการผลิตแอมโมเนียวันละ 1,700 ตัน ปุ๋ยยูเรียวันละ 3,000 ตัน และผลิตภัณฑ์เคมีอื่นๆวันละ 1,700 ตัน โดยจะเริ่มโครงการในปี 2013 และกำหนดแล้วเสร็จในปี 2016  

ปัจจุบันแม้ไนจีเรียจะยังต้องนำเข้าข้าวจากต่างประเทศ แต่ไนจีเรียเป็นประเทศที่ผลิตข้าวได้มากเป็นอันดับสองของทวีปแอฟริการองจากอียิปต์ ผลิตถั่วเหลืองมากเป็นอันดับหนึ่งของแอฟริกา และผลิตมันสำปะหลัง แยม และโกโก้เป็นอันดับต้นๆของโลก

ผู้ที่สนใจสามารถสืบค้นข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ http://www.notore.com/index.php/about/history 
(เครดิตภาพจากเว็บไซต์ http://farmlandgrab.org/11096 )

วันศุกร์ที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2555

ไนจีเรียนำเข้าข้าววันละ 1 พันล้านไนร่า


ดร.อาคินวูมิ อาโย อาเดซีนา (ขวามือ) เยี่ยมชมกิจการการเกษตรของบริษัทเอกชน

ไนจีเรียนำเข้าข้าววันละ 1 พันล้านไนร่า

ดร.อาคินวูมิ อาโย อาเดซีน่า แถลงเมื่อวันที่ 6 กันยายน ศกนี้ว่า ไนจีเรียมีแผนจะยุติการนำเข้าข้าวในปี 2015 คืออีกสามปีนับจากปีนี้ โดยท่านรัฐมนตรีคาดว่าอีกสามปีไนจีเรียจะสามารถผลิตข้าวและสีข้าวได้เพียงพอสำหรับการบริโภคภายในประเทศ

ท่านรัฐมนตรีแถลงด้วยว่านโยบายยุติการนำเข้าข้าวในปี 2015 นั้นเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามของรัฐบาลในการที่จะปรับโครงสร้างภาคเกษตรกรรมทั้งหมดเพื่อเป็นสิ่งประกันว่าไนจีเรียจะมีความมั่นคงทางด้านอาหารรองรับจำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในขณะนี้

ท่านรัฐมนตรีกล่าวด้วยว่าไม่สบายใจที่เห็นบ้านเมืองตกอยู่ในสภาพเป็นผู้นำเข้าข้าวเป็นมูลค่าปีละมากๆทุกปี ทั้งที่ข้าวก็เป็นพืชที่ปลูกขึ้นได้ทุกหนทุกแห่งในไนจีเรีย

ท่านรัฐมนตรีเปิดเผยว่าไนจีเรียนำเข้าข้าวเป็นมูลค่าปีละ 356 พันล้านไนร่า หรือหากคำนวณเป็นมูลค่าการนำเข้ารายวันตกวันละประมาณ 1 พันล้านไนร่าทีเดียว แล้วก็นำเข้าข้าวอยู่อย่างนี้มาเรื่อยๆ ทั้งๆ ที่ทุกคนทราบกันดีว่าหากนำเข้าข้าวในอัตราปีละ 5 ล้านตันเช่นทุกวันนี้ ต่อไปอีกสี่สิบปีข้างหน้าคือปี 2050 ตัวเลขข้าวนำเข้านี้จะเพิ่มเป็น 35 ล้านตัน ซึ่งเห็นได้ว่าหากไม่มีรัฐบาลไหนทำอะไรกับเรื่องนี้การที่ปล่อยให้เศรษฐกิจของบ้านเมืองขึ้นอยู่กับข้าวที่นำเข้าจากต่างประเทศแล้ว ในอนาคตการนำเข้าข้าวจะเป็นตัวถ่วงเศรษฐกิจของบ้านเมือง

ท่านรัฐมนตรียืนยันในโอกาสเดียวกันว่าการเกษตรกรรมมีพลังยิ่งใหญ่ที่สุดในการเปลี่ยนชีวิตของประชาชนจากยากจนเป็นมั่งคั่ง โดยยกตัวอย่างของประเทศจีนและประเทศมาลาวีในแอฟริกาที่มั่งคั่งจากผลผลิตทางการเกษตร โดยระบุด้วยว่าประเทศที่ประสบความสำเร็จในการเพิ่มผลผลิตทางการเกษตรมีเคล็ดวิชาหรือยุทธวิธีอยู่สองประการได้แก่ 1) การปรับปรุงพันธุ์พืชและ 2) การใช้ปุ๋ยที่มีประสิทธิภาพ

ท่านรัฐมนตรีได้กล่าวชื่นชมด้วยว่า ปัจจุบันข้าวที่สีที่โรงสีในรัฐอีบอนยีเป็นข้าวที่มีคุณภาพ และยืนยันด้วยว่าในยุคที่ท่านรัฐมนตรีบริหารกระทรวงเกษตรจะพยายามนำเสนอนโยบายการเกษตรที่ดีและเป็นประโยชน์ต่อประชาชน ทั้งนี้ท่านชี้แจงด้วยว่าประธานาธิบดีโจนาธานมีนโยบายแน่วแน่ที่จะส่งเสริมโครงการปฏิรูปเกษตรกรรมโดยมีเป้าหมายที่จะเพิ่มผลผลิตอาหารในระบบการผลิตภายในประเทศอีกร้อยละ 20 ซึ่งการที่จะบรรลุเป้าหมายดังกล่าวการเกษตรกรรมของประเทศจะต้องไม่เป็นเพียงการพัฒนาของเก่าให้ดีขึ้นเท่านั้น แต่ต้องเป็นเรื่องของการลงทุนและการประกอบการเชิงธุรกิจ โดยเน้นการวิเคราะห์ห่วงโซ่คุณค่าจากเมล็ดพันธุ์ไปถึงปุ๋ย กระบวนการผลิต การเพิ่มมูลค่าและการเก็บผลผลิต

เยาวชนว่างงาน : ปัญหาที่ท้าทาย



เยาวชนว่างงาน: ปัญหาที่ท้าทาย

เยาวชนในความหมายของกระทรวงพัฒนาเยาวชนไนจีเรียคือกลุ่มคนอายุระหว่าง 15-35 ปี ซึ่งตามสถิติของทางการไนจีเรียมีจำนวนประมาณ 67 ล้านคน

ปัจจุบันเยาวชนไนจีเรียร้อยละ 42.2 ไม่มีงานทำ โดยกลุ่มนี้ร้อยละ 80 มีการศึกษาระดับต่ำกว่ามัธยมปลายลงมา แต่ปัญหาสำหรับรัฐบาลขณะนี้คือกลุ่มร้อยละ 42 นี้อยู่ที่ไหน จำนวนเท่าไหร่ เป็นหญิงเท่าไหร่ชายเท่าไหร่ เพราะหากไม่สามารถจำแนกคนกลุ่มนี้ได้ การที่จะพัฒนาก็เป็นเรื่องที่พูดลอยๆ

รัฐบาลไนจีเรียมียุทธศาสตร์ในการสร้างงานผ่านกระทรวงเกษตร กระทรวงโทรคมนาคม และกระทรวงสิ่งแวดล้อม โดยส่งเสริมให้รัฐบาลของทุกรัฐให้ความสำคัญต่อปัญหาการว่างงานของเยาวชน และตั้งเป้าหมายว่ารัฐบาลของทุกรัฐจะสามารถสร้างงานสำหรับเยาวชนได้ปีละหนึ่งล้านตำแหน่งทั่วประเทศ ซึ่งหากสามารถทำได้ภายใน 4 ปี จะสร้างงานได้ทั่วประเทศจำนวน 34 ล้านตำแหน่ง

ธนาคารโลกเป็นหน่วยงานหนึ่งที่เข้ามาให้ความช่วยเหลือรัฐบาลไนจีเรียอย่างจริงจังในการสร้างงานสำหรับเยาวชน โดยในปี 2555 ธนาคารโลกประกาศให้เงินสนับสนุนโครงการเพื่อการสร้างงานสำหรับเยาวชนและการส่งเสริมสังคม จำนวน 300 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยโครงการดังกล่าวธนาคารโลกจะร่วมมือกับรัฐบาลรัฐต่างในไนจีเรีย 20 รัฐในการสร้างโอกาสเพื่อการจ้างงานและเพิ่มทักษะสำหรับเยาวชนและสตรีจากชุมชนยากจน

นอกจากโครงการดังกล่าวธนาคารโลกยังได้รับงบประมาณสนับสนุนจากประชาคมยุโรปในการจัดทำโครงการรายจ่ายเพื่อการจ้างงาน (Employment Expenditure) ร่วมกับรัฐในไนเจอร์ เดลตาด้วย นอกจากนั้น ธนาคารโลกยังร่วมมือกับรัฐบาลกลางไนจีเรียในการปรับสภาพแวดล้อมการประกอบธุรกิจในประเทศเพื่อดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศสำหรับสร้างงานในวงกว้างต่อไปด้วย โดยเฉพาะการปรับปรุงกิจการการไฟฟ้าของประเทศ ซึ่งเป็นจุดอ่อนของไนจีเรียปัจจุบัน

สถิติของธนาคารโลกระบุว่าในช่วงห้าปีที่ผ่านมามีแรงงานใหม่เข้าสู่ตลาดแรงงานไนจีเรียเฉลี่ยปีละ 1.8 ล้านคน

 

วันพฤหัสบดีที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2555

อาบูจาตื่นขาดแคลนน้ำมัน




อาบูจาตื่นขาดแคลนน้ำมัน

เมื่อเดือนสิงหาคม 2555 ที่ผ่านมาชาวกรุงอาบูจาเพิ่งผ่านพ้นเหตุการณ์สหภาพแรงงานปิโตรเลียมและก๊าซธรรมชาติไนจีเรียนัดประท้วงหยุดการขนส่งน้ำมันเข้ากรุงอาบูจาเป็นเหตุให้เกิดภาวะน้ำมันขาดแคลนในกรุงอาบูจา ประชาชนไม่สามารถซื้อน้ำมันจากปั๊มน้ำมันทั่วไปในกรุงอาบูจาได้ หากจำเป็นต้องก็ต้องซื้อน้ำมันที่ขายในตลาดมืดคือวางขายอยู่ริมถนนสายต่างๆในกรุงอาบูจา ซึ่งราคาแพงกว่าราคาปกติมาก (ปกติราคาลิตรละ 97 ไนรา)

เมื่อวันจันทร์ที่ 3 กันยายน 2555 ชาวกรุงอาบูจาตื่นขึ้นมาพร้อมกับรับทราบข่าวทางสถานีวิทยุว่าน้ำมันเชื้อเพลิงขาดแคลน คนที่มีรถยนต์จึงรีบนำรถของตนออกไปเติมน้ำมันตามปั๊มน้ำมันต่างๆ แล้วข่าวไม่ดีแบบนี้ก็แพร่ไปเร็ววันจันทร์ทั้งวันมีแต่คนพูดเรื่องคิวรอเติมน้ำมันตามปั๊มต่างๆ พอวันอังคารที่ 4 กันยายน 2555 เจ้าของรถยนต์ต่างก็พร้อมใจกันนำรถไปรอเติมน้ำมันที่ปั๊ม ผลก็เป็นดังภาพที่หนังสือพิมพ์ The Gardian ของไนจีเรียนำมาลงไว้ คือมีรถจอดรอคิวเติมน้ำมันอยู่บนถนนสายธุรกิจกลางกรุงอาบูจายาวเหยียด นี่เป็นเพียงจุดเดียว

วันเดียวกันนั้นเองบรรษัทปิโตรเลียมแห่งชาติไนจีเรียออกมาแถลงยืนยันต่อสาธารณชนว่าไม่มีปัญหาน้ำมันขาดแคลนแต่อย่างใด และตามที่สื่อสารมวลชนรายงานข่าวว่าเกิดขาดแคลนน้ำมันทั่วไปในประเทศไนจีเรียก็ไม่เป็นความจริง เนื่องจากบริษัท Pipeline and Product s Marketing Company (PPMC) ซึ่งเป็นบริษัทนำเข้าน้ำมันในเครือของบรรษัทยังมีน้ำมันสำรองสำหรับประเทศได้อีกเป็นเวลา 30 วัน แต่สภาพที่เป็นอยู่เป็นเรื่องของผู้บริโภคตื่นตระหนกพากันไปซื้อน้ำมันพร้อมกันทั้งเมือง เนื่องจากมีรายงานข่าวทางสื่อสารมวลชนว่ากลุ่มบริษัทผู้นำเข้าน้ำมันหยุดนำเข้าและบริษัท PPMC ก็มีน้ำมันสำรองไม่เพียงพอจะรองรับความขาดแคลนได้

ข้อเท็จจริงมีอยู่ว่ามีบริษัทผู้นำเข้ารายใหญ่จำนวนหนึ่งที่หยุดการนำเข้าน้ำมันเชื้อเพลิงมาระยะหนึ่งแล้วด้วยเหตุผลที่เป็นที่ทราบดีของสาธารณชนทั่วไป(คือเป็นบริษัทที่ทางการตรวจพบว่าทุจริตเงินอุดหนุนราคาน้ำมัน) ทั้งนี้บริษัทซึ่งเป็นบริษัทน้ำมันของรัฐก็ได้นำเข้าน้ำมันและกระจายน้ำมันสู่รัฐต่างๆชดเชยน้ำมันเชื้อเพลิงส่วนที่บริษัทดังกล่าวหยุดนำเข้าแล้ว

โฆษกของบรรษัทปิโตรเลียมแห่งชาติไนจีเรียแถลงเรียกร้องให้บริษัทผู้นำเข้านำมันเชื้อเพลิงและผู้จัดการปั๊มน้ำมันอย่ากักตุนน้ำมันหรือขึ้นราคาน้ำมัน เพราะหากถูกจับได้มีจะมีบทลงโทษตามกฎหมาย ทั้งนี้ทางการทราบมาว่ามีปั๊มน้ำมันในอาบูจาบางแห่งฉวยโอกาสจากการที่ผู้บริโภคแตกตื่นเอาเปรียบผู้บริโภค

โฆษกได้แถลงวิงวอนขอให้ผู้บริโภคอย่าแตกตื่นรีบซื้อน้ำมัน เพราะรัฐบาลได้มีมาตรการที่จะช่วยให้การกระจายน้ำมันไปตามรัฐต่างๆอย่างทั่วถึงอยู่แล้ว 

(เครดิตภาพ: จาก นสพ The Guardian )