วันอังคารที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2555

ถ่านหิน : แหล่งพลังงานของไนจีเรียที่รอการฟื้นฟู


อาคารสำนักงานใหญ่ของบรรษัทถ่านหินไนจีเรีย


ถ่านหิน : แหล่งพลังงานของไนจีเรียที่รอการฟื้นฟู

ไนจีเรียมีแหล่งถ่านหินใต้ดินในพื้นที่ 15 รัฐทั่วประเทศ ที่ยังไม่ได้ขุดขึ้นมาใช้ประมาณ 2.5 พันล้านตัน มีตั้งแต่ถ่านบิทูมินัสไปจนถึงถ่านลิกไน้ท์ โดยแหล่งถ่านหินใต้ดินที่ใหญ่ที่สุดและสามารถขุดมาใช้เชิงพาณิชย์ได้คุ้มค่าคือแหล่ง อะนัมบรา เบซิน ซึ่งครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 1.5 ล้านเฮกตาร์ทางตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศ

ไนจีเรียขุดพบถ่านหินครั้งแรกทางตอนกลางของภาคตะวันออกของประเทศเมื่อปี ค.ศ. 1909 และได้เปิดทำเหมืองถ่านหินมาจนกระทั่งปี 1950 รัฐบาลขณะนั้นจึงตั้งบรรษัท ถ่านหินไนจีเรียขึ้นทำหน้าที่สำรวจและพัฒนาแหล่งถ่านหินรวมไปถึงบริหารจัดการด้านการตลาด โดยมีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่รัฐเอนุกุและรัฐบาลสหพันธ์เป็นเจ้าของ ทั้งนี้ตั้งแต่ตั้งมาบรรษัท ได้เปิดทำเหมืองถ่านหินแบบเหมืองขุดสองแห่งคือเหมืองโอเยมาและเหมืองโอคพารา และทำเหมืองเปิดอีกสองแห่งได้แก่เหมืองโอรุกปา และโอคาบา

ระหว่างปี 1950-59 ผลผลิตถ่านหินจากเหมืองในรัฐเอนุกุเพิ่มขึ้นทุกปีจาก 583,487 ตันเพิ่มขึ้นมาเป็น 905,397 ตัน แต่หลังจากปี 1959 เป็นต้นมาผลผลิตกลับลดลงทุกปีประจวบกับช่วงปี 1966- 1970 ไนจีเรียมีสงครามกลางเมืองซึ่งไม่มีสถิติรายงานผลผลิตถ่านหินในช่วงดังกล่าว

ช่วงทศวรรษ 1980 ผลผลิตถ่านหินแต่ละปีไม่ถึง 100,000 ตัน และยังลดลงเรื่อยมาตลอดทศวรรษ 1990 อีกด้วย โดยผลผลิตถ่านหินในช่วงนี้ส่วนใหญ่ใช้เป็นเชื้อเพลิงสำหรับรถไฟ และส่วนหนึ่ง ซึ่งเป็นปริมาณน้อยมากส่งออกไปตลาดต่างประเทศ

บรรษัท ถ่านหินพยายามหาทางปรับปรุงกิจการด้วยการทำความตกลงร่วมทุนกับบริษัทต่างประเทศเพื่อทำเหมืองถ่านหินแต่ไม่ประสบความสำเร็จ มีรายเดียวที่ประสบความสำเร็จคือการตกลงแบ่งผลผลิตกับบริษัทนอร์ดิก อินดัสตรี จำกัดเพื่อผลิตถ่านหินจำนวน 2,712 ตันจากเหมืองโอคาบาเมื่อปี 2001
ประกอบกับตั้งแต่ไนจีเรียเปลี่ยนระบอบการปกครองเป็นประชาธิปไตยตั้งแต่ปี 1999 รัฐบาลใหม่ได้ปฏิรูประบบเศรษฐกิจโดยเน้นการแปรรูปรัฐวิสาหกิจเป็นของเอกชน โดยให้หน่วยงานของรัฐเป็นเพียงผู้ควบคุมกฎระเบียบแทนการเป็นเจ้าของกิจการและเป็นผู้ผลิต

ในระหว่างหลายปีที่นโยบายของรัฐบาลเปลี่ยนไป องค์การถ่านหินตกอยู่ในสภาพมีหนี้สิน และต้องแปรรูปกิจการโดยขายกิจการที่บรรษัทมีอยู่เพื่อใช้หนี้ ซึ่งรวมถึงเงินบำนาญของลูกจ้างองค์กรจำนวนมาก ที่เกษียณไปโดยไม่ได้รับบำนาญ การขายกิจการขององค์การรวมถึงการประกาศขายสำนักงานก่อความขัดแย้งกับสหภาพแรงงานซึ่งไม่เห็นด้วยกับการที่องค์การจะขายทุกอย่าง

ผู้บริหารบรรษัทถ่านหินไนจีเรียเปิดเผยว่า ปัจจุบันรัฐบาลได้อนุมัติโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานถ่านหินให้แก่นักลงทุนจากจีนรวม 7 โครงการ ซึ่งเชื่อว่าหากโครงการดังกล่าวก่อสร้างแล้วเสร็จจะช่วยกระตุ้นการฟื้นฟูกิจการเหมืองถ่านหินของไนจีเรียกลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้งหนึ่ง


วันจันทร์ที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2555

บริษัทเพรสโค จำกัด (มหาชน)




บริษัทเพรสโค จำกัด (มหาชน)

บริษัทเพรสโค  จำกัด (มหาชน) เป็นผลิตผลิตน้ำมันปาล์มที่ประสบความสำเร็จที่สุดบริษัทหนึ่งในไนจีเรีย โดยเมื่อปี ค.ศ. 2011 มียอดการขาย 8.536 พันล้านไนร่า เปรียบเทียบกับปี 2010 จำนวน 5.4 พันล้านไนร่า ยอดขายเพิ่มขึ้นร้อยละ 58.48 และมีกำไรหลังการหักภาษี 1.692 พันล้านไนร่า เปรียบเทียบกับปี 2010 กำไร 1.095 พันล้านไนร่า กำไรเพิ่มขึ้นร้อยละ 54.55

ปัจจุบันบริษัทเพรสโค จำกัด (มหาชน) เป็นบริษัทผลิตน้ำมันปาล์มเพียง 1 ใน 2 รายที่จดทะเบียนเข้าเป็นบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ไนจีเรีย และเป็นบริษัทที่จ้างแรงงานมากที่สุดบริษัทหนึ่งของประเทศ โดยมีพนักงานทำงานในบริษัทในรัฐเอโดและรัฐเดลตารวม 2,200 คน ทั้งนี้ไม่รวมถึงแรงงานที่ทำงานในบริษัทที่มีธุรกรรมเกี่ยวข้องกับบริษัท อาทิ บริษัทขนส่ง บริษัทรับเหมาก่อสร้าง บริษัทที่เพรสโครับซื้อสินค้าและบริการ สวนปาล์มที่บริษัทรับซื้อผลผลิตปาล์ม

ประวัติความเป็นมา:
เมื่อคริสตทศวรรษ 1970 รัฐเบนเดลได้รับการสนับสนุนทางด้านการเงินจากธนาคารโลกให้จัดทำโครงการพัฒนาสวนปาล์มน้ำมัน จึงตั้งบริษัทออยล์ ปาล์ม จำกัดขึ้น และบริษัทดังกล่าวได้ตั้งสวนปาล์มน้ำมัน โอบาเรติ เอสเตท ในรัฐเอโดทำการเพาะปลูกปาล์มน้ำมันในพื้นที่ 1,150 เฮกตาร์ ระหว่างปีค.ศ. 1975-1980  

ต่อมาเมื่อปี 1991 บริษัทเอกชนเยลเยี่ยมชื่อ Siat Group สนใจโครงการของบริษัทออยล์ ปาล์ม จำกัดจึงเข้ามาร่วมลงทุนด้วยโดยจดทะเบียนจัดตั้งเป็นบริษัทใหม่ชื่อ เพรสโค (Presco) จำกัดเมื่อวันที่ 24 กันยายน 1991 โดยขณะนั้นพื้นที่ปลูกสวนปาล์มของบริษัทขยายเป็น 2,700 เฮกตาร์แล้ว แต่ภายหลังจากที่บริษัทเพรสโคเข้ามาบริหารกิจการได้วางแผนขยายพื้นที่ปลูกปาล์มอย่างจริงจังเริ่มตั้งแต่ปี 1993 เป็นต้นมา และเพียง 13 ปีให้หลังต่อมา ณ วันที่31 ธันวาคม 2004 บริษัทมีพื้นที่ซึ่งปลูกปาล์มแล้วในโอบาเรติ เอสเตท รวม 5,527 เฮกตาร์  

ปัจจุบันบริษัทเพรสโค จำกัด (มหาชน) มีนิคมปลูกสวนปาล์มน้ำมัน 3 แห่ง ได้แก่นคมโอบาเรติ เอสเตท พื้นที่ 7,000 เฮกตาร์ นิคมโอลอกโบ เอสเตท (Ologbo Estate) พื้นที่  6,000 เฮกตาร์ ซึ่งทั้งสองนิคมอยู่ในท้องที่รัฐเอโด และนิคมโควาน (Cowan Estate) พื้นที่ 7,500 เฮกตาร์ ตั้งอยู่ในรัฐเดลตา

บริษัทมหาชน:
เมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2002 บริษัทเพรสโคเปลี่ยนเป็นบริษัทมหาชน โดยเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์และนำหุ้นจำนวน 160 ล้านหุ้นออกเสนอขายต่อสาธารณะ ในราคา หุ้นละ 5 ไนร่า การระดมทุนในครั้งนั้นบริษัทสามารถขายหุ้นได้หมดและได้เงินทุนมาจำนวน 800 ล้านไนร่า และเมื่อปี 2008 บริษัทได้เพิ่มทุนอีกครั้งหนึ่งโดยให้สิทธิผู้ถือหุ้นเดิมในอัตราส่วน 1 : 1 ปัจจุบันบริษัทเพรสโคมีผู้ถือหุ้นประมาณ 10,000 ราย โดยกลุ่ม Siat Group ถือหุ้นร้อยละ 60 และผู้ถือหุ้นไนจีเรีย (เอกชนและสถาบัน) ถือหุ้นร้อยละ 40

หนึ่งในร้อย
บริษัทเพรสโค จำกัด (มหาชน) ได้รับการจัดลำดับเป็นบริษัทที่มีขนาดใหญ่ลำดับที่ 67 ของไนจีเรีย

ผู้สนใจสามารถสืบค้นข้อมูลบริษัทเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ http://www.presco-plc.com/  

วันศุกร์ที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2555

ปาล์มน้ำมัน : พืชเศรษฐกิจของไนจีเรีย



ปาล์มน้ำมัน : พืชเศรษฐกิจของไนจีเรีย

ไนจีเรียเคยเป็นมหาอำนาจทางด้านผลผลิตอาหารของโลกก่อนการค้นพบและขุดเจาะน้ำมันดิบขึ้นมาขายเช่นปัจจุบัน พืชเศรษฐกิจตัวหนึ่งที่เป็นตำนานของบ้านเมืองนี้คือปาล์มน้ำมัน เมื่อปีคริสตทศวรรษ1960 ไนจีเรียเป็นประเทศผู้ผลิตปาล์มน้ำมันรายใหญ่ของโลกโดยมีผลผลิตร้อยละ 40 ของผลผลิตโลก แต่ช่วงสี่สิบกว่าปีที่ผ่านมา ไนจีเรียผลิตปาล์มน้ำมันได้เพียงร้อยละ 7 ของผลผลิตโลกเท่านั้น โดยผลิตได้ปีละประมาณ 900,000 ตัน และต้องนำเข้าน้ำมันปาล์มถึงปีละ 300,000-500,000 ตัน

ปัจจุบันรัฐบาลไนจีเรียมีนโยบายฟื้นฟูผลผลิตเกษตรกรรมของประเทศรวมถึงปาล์มน้ำมันด้วย โดยตั้งเป้าหมายให้ไนจีเรียมีส่วนแบ่งผลผลิตปาล์มน้ำมันในตลาดโลกระดับเดียวกับเมื่อปีคริสตทศวรรษ 1961

โครงการเพิ่มผลผลิตปาล์มน้ำมันเริ่มต้นจากการประกาศนโยบายจำกัดการนำเข้านำน้ำมันปาล์มจากต่างประเทศ และส่งเสริมเกษตรกรชาวสวนปาล์มด้วยการสร้างสิ่งจูงใจ อาทิ การทำความตกลงกับชาวสวนปาล์มน้ำมัน จำนวน 18 ราย ในพื้นที่ 11 รัฐ ได้แก่ Kogi, Edo, Ondo, Delta, Cross River, Ogun, Akwa Ibom, Bayelsa, Abia, Osun และ Enugu. โดยรัฐบาลจะให้สัมปทานพื้นที่เพาะปลูกแก่ผู้เข้าร่วมโครงการรายละ 500 เฮกตาร์ เพื่อเป็นกลุ่มเกษตรกรตัวอย่างนำร่องโครงการฟื้นฟูผลผลิตปาล์มน้ำมันของรัฐบาล  ซึ่งโครงการดังกล่าวมีเป้าหมายที่จะเพิ่มพื้นที่เพาะปลูกปาล์มน้ำมันให้ได้จำนวน 240,000 เฮกตาร์ ในอีกสามปีข้างหน้า โดยหากบรรลุตามเป้าหมายรัฐบาลคาดว่าจะสามารถสร้างรายได้จากพืชเศรษฐกิจตัวนี้ถึงปีละ 8 พันล้านไนร่า 

ปรับแก้: 22 ต.ค. 55

วันศุกร์ที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2555

ชาวไนจีเรียกินอะไร


ชาวไนจีเรียกินอะไร

ไนจีเรียเป็นประเทศที่ประกอบด้วยประชากรหลายเผ่าพันธุ์ กล่าวกันว่ามีประมาณ 250 เผ่าพันธุ์ แต่ในจำนวนนี้ชนเผ่าเฮาซาและโยรุบามีมากที่สุดประมาณร้อยละ 21 เผ่าอิกโบ/อิโบร้อยละ 18 เผ่าฟุรานี ร้อยละ 11 และเผ่าอิบิบิโอร้อยละ 5 ที่เหลือเป็นเผ่าเล็กเผ่าน้อยอีกประมาณร้อยละ 23

การที่บ้านเมืองประกอบด้วยหลายเผ่าหลากวัฒนธรรมจึงยากที่จะชี้ชัดลงไปว่าอาหารอะไรเพียงอย่างเดียวเป็นอาหารประจำชาติ  เพราะต่างถิ่นต่างก็มีอาหารจานโปรดของตนเองขึ้นอยู่กับวัฒนธรรม ประเพณีและศาสนา นอกจากนั้นสำหรับชาวบ้านร้านถิ่นธรรมดาๆแล้ว ความแตกต่างยังขึ้นอยู่กับฤดูกาลอีกด้วย ขึ้นอยู่กับว่าเป็นฤดูที่อดอยากคือช่วงก่อนฝนจะมาในเดือนมีนาคม หรือช่วงฤดูอิ่มท้องคือหลังการเก็บเกี่ยวพืชผลเดือนตุลาคมและพฤศจิกายนแล้ว

แต่ไนจีเรียเป็นประเทศที่มีผลไม้ทานตลอดปีเนื่องจากพื้นที่ส่วนใหญ่อยู่ในเขตร้อนซึ่งสามารถปลูกผลไม้ได้หลากหลายชนิด ผลไม้ที่เป็นที่นิยมทั่วไปได้แก่ส้ม แตงเมลอน    เกรพฟรุท มะนาว มะม่วง กล้วยและสับปะรด

ชาวในจีเรียทางภาคเหนือ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นมุสลิมและไม่ทานเนื้อหมูจะทานอาหารประเภทถั่วข้าวฟ่าง และข้าวกล้อง ชนเผ่าเฮาซ่าในภาคเหนือชอบทานเนื้อ และชาวมุสลิมที่นี่ทั่วไปนิยมดื่มชาจึงทหให้ร้านกาแฟเป็นสถานที่พบปะของคนแถบนี้

ส่วนชาวไนจีเรียทางภาคตะวันออกนั้นส่วนใหญ่เป็นชนเผ่าอิกโบ/อิโบนิยมทานการีหรือเกี๊ยวทำจากแป้งมันสำปะหลัง ฟักทอง และแยม

สำหรับชาวโยรุบาซึ่งมีถิ่นฐานอยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้และทางภาคกลางของประเทศก็ทานการี กระเจี๊ยบเขียวสตูหือซุปผักโขม นอกจากนั้นยังนิยมทานแยมบด และมันสำปะหลังบดอีกด้วย

ชาวไนจีเรียที่อาศัยอยู่บริเวณชายฝั่วรอบอ่าวกินีนิยมทานสตูอาหารทะเล (ปลา กุ้ง ปูและล็อบสเตอร์) แยม ข้าว และผักชนิดต่างๆ  ปลานับเป็นอาหารสำคัญของชาวไนจีเรียเนื่องจากเป็นแหล่งโปรตีนราคาถูกที่หาง่าย อาหารปลาจานเด็ดของชาวไนจีเรียคือปลาหมักทอด โดยหมักเนื้อปลาด้วยขิง มะเขือเทศ และพริกไทยก่อนแล้วนำไปทอดในน้ำมันถั่วลิสง


ชาวบ้านที่อาศัยอยู่ในเมืองนิยมทานอาหารจากซ้อบบาร์(บาร์ขายอาหาร) แผงข้างถนน รถเข็น(ซึ่งคนขายจะเข็นรถไปตะโกนไปด้วยว่าขายอะไร)
แต่ที่ต้องบอกคือชาวไนจีเรียนิยมทานอาหารเผ็ดทำอาหารอะไรเป็นใส่พริกไทยกับพริกยืนพื้นไว้

วันอังคารที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2555

ไนจีเรียเป็นเจ้าของดาวเทียมในอวกาศ



 ดาวเทียม NiComSat-1R

 ไนจีเรียเป็นเจ้าของดาวเทียมในอวกาศ

รัฐบาลไนจีเรียส่งดาวเทียวขึ้นไปโคจรในอวกาศแล้ว 4 ลูก ได้แก่

1)      ไนจีเรียแซท 1 (Nigeriasat-1) ส่งจากฐานบินอวกาศในประเทศรัสเซียเมื่อวันที่ 27 กันยายน ค.ศ. 2003 ทำหน้าที่ในการส่งสัญญาณเตือนภัยด้านภัยพิบัติสิ่งแวดล้อม ช่วยในการตรวจจับและควบคุมภาวะแห้งแล้งเป็นทะเลทรายทางภาคเหนือของประเทศ ช่วยในการวางแผนด้านประชากรศาสตร์ ติดตามความเชื่อมโยงระหว่างโรคไข้มาเลเรียกับสิ่งแวดล้อมที่เป็นตัวการแพร่พันธุ์มาเลเรียและเตือนภัยล่วงหน้าก่อนการแพร่กระจายของโรคไข้สมองอักเสบโดยใช้เทคโนโลยี remote sensing เป็นสื่อในการขยายการศึกษาไปยังทุกแห่งในประเทศผ่านการศึกษาทางไทย และเป็นอุปกรณ์แก้ไขปัญหาขัดแย้งด้านพรมแดนกับประเทศเพื่อนบ้าน

2)      ไนจีเรียแซท 2 (Nigeriasat-2) องค์การพัฒนาและวิจัยอวกาศแห่งชาติ (National Space Research and Development Agency: NSRDA ไนจีเรียทำสัญญาจ้างบริษัท Surrey Space Technology Limited ประเทศสหราชอาณาจักร เป็นผู้สร้าง มูลค่า 35 ล้านปอนด์ ใช้ประโยชน์ด้านการถ่ายภาพพื้นผิวโลก ส่งเข้าสู่วงโคจรโดยผ่านฐานบินอวกาศของรัสเซียเมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2011   

3)      ไนจีเรียแซท เอ๊กซ์ (Nigeriasat-X) เป็นดาวเทียมที่สร้างโดยวิศวกรไนจีเรียจำนวน 26 คนซึ่งเดินทางไปฝึกงานที่บริษัท Surrey Space Technology Limited โดยนอกจากสร้างเองแล้วทีมวิศวกรไนจีเรียยังได้รับมอบหมายให้เป็นผู้ควบคุมและส่งดาวเทียมขึ้นสู่วงโคจรด้วย ดาวเทียมดวงนี้ขึ้นสู่วงโคจรผ่านฐานบินอวกาศของรัสเซียเมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2011 พร้อมกับการส่งดาวเทียมไนจีเรียแซท 2

4)      นิกคอมแซท 1 (NigComSat-1) สร้างเมื่อปี 2004 เป็นดาวเทียมดวงที่สามของประเทศและเป็นดาวเทียมสื่อสารดวงแรกของทวีปแอฟริกา ยิงเข้าสู่วงโคจรจากฐานบินอวกาศ Xichang Satellite Launch Centre ของสาธารณรัฐประชาชนจีน เมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม 2007 โดยบริษัท Nigerian Communications Satellite Limited(NiCom) และองค์การพัฒนาและวิจัยอวกาศแห่งชาติ (National Space Research and Development Agency: NSRDA ไนจีเรียเป็นผู้ควบคุมการทำงานของดาวเทียม แต่ต่อมาเมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 2008 ดาวเทียมดวงนี้หยุดทำงานเนื่องจากประสบปัญหาระบบพลังงานแสงอาทิตย์ของดาวเทียมขัดข้อง

อย่างไรก็ตาม เมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2009 กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีทำสัญญาร่วมกับบริษัท NiCom เพื่อส่งดาวเทียมสื่อสารดวงใหม่ชื่อ  NigComSat-1R ขึ้นไปโคจรแทนดาวเทียมนิกคอมแซท 1 และได้ส่งดาวเทียมดวงนี้ขึ้นสู่วงโคจรผ่านฐานบินอวกาศจีนแล้วเมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2011

ขณะนี้ทางการไนจีเรียมีแผนที่จะส่งดาวเทียมนิกคอมแซท 2 และ 3 ขึ้นสู่วงโคจรเพื่อเป็นดาวเทียมสนับสนุนการทำงานของนิกคอมแซท 1 ด้วย

(ผู้สนใจสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ https://directory.eoportal.org/web/eoportal/satellite-missions/n/nigeriasat-x )

วันจันทร์ที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2555

อาบูจา : เมืองหลวงใหม่ของไนจีเรีย




อาบูจา : เมืองหลวงใหม่ของไนจีเรีย

กรุงอาบูจาได้รับการสถปนาเป็นเมืองหลวงใหม่ของสหพันธ์สาธารณรัฐไนจีเรียตามกฤษฎีกาเมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1976 โดยกฎหมายฉบับดังกล่าวนอกจากสถาปนาอาบูจาเป็นเขตนครหลวงสหพันธ์หรือ Federal Capital Territory (FCT) แล้ว ยังได้จัดตั้งสำนักงานพัฒนาเมืองหลวงสหพันธ์ (Federal Capital Development Authority : FCDA) เพื่อเป็นน่วยงานรับผิดชอบการพัฒนาเมืองหลวงแห่งใหม่อีกด้วย ผู้บริหาร FCT เป็นรัฐมนตรีแต่งตั้งโดยประธานาธิบดี

ต่อมาเมื่อปี 1979 ทางการไนจีเรียได้จัดแผนงานหลักในการพัฒนากรุงอาบูจาเป็น 4 ระยะ โดยระยะที่ 1 ประกอบด้วยเขตศูนยกลางธุรกิจ เขตสำนักงานสามสถาบันหลัก (ทำเนียบประธานาธิบดี รัฐสภา และศาลสูงสุด) และเขตพำนักอาศัย/และย่านการค้า (เขตไมตามา วูเซ การ์ดี และอะโซโกโร) ระยะที่ 2 ประกอบด้วยเขต 5 เขต ได้แก่ เขตคาโด คุรุมิ กุดุ อุทาโค และจาบิ ระยะที่ 3 ประกอบด้วย 4 เขต ได้แก่ เขตมาบูชิ คาตัมเป อูเย และกวาริมปา ส่วนระยะที่ 4 ประกบด้วย 5 เขต ได้แก่ เขตกวากวาลาดา คุบวา อนันยา คารุ และจุกโงยิ ซึ่งทั้งหมดเป็นพื้นที่ชานเมือง

ปัจจุบันนอกจากเป็นที่ตั้งของเมืองหลวงไนจีเรียแล้ว กรุงอาบูจายังเป็นที่ตั้งของสำนักงานประชาคมเศรษฐกิจแห่งรัฐแอฟริกาตะวันตก (Economic Community of West Africa States : ECOWAS และสำนักงานภูมิภาคขององค์การ OPEC อีกด้วย



วันพุธที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2555

ดร.กู๊ดลัก เอเบเล โจนาธาน


ดร.กู๊ดลัก เอเบเล โจนาธาน
ประธานาธิบดีคนที่ 14 ของสหพันธ์สาธารณรัฐไนจีเรีย

เกิด            20 พฤศจิกายน  ค.ศ.1957
สถานที่เกิด    ไนเจอร์ เดลตา
ศาสนา         คริสต์
สถานะสมรส   สมรสแล้วกับนางเพเชียน ฟาคา โจนาธาน

การศึกษา
1969     ประถมศึกษา-โรงเรียนเซ้นต์สตีเฟนและเซ้นต์ไมเคิล, โอโลอิบิริ
1975     มัธยมศึกษา-โรงเรียนมาแตร์ เดอีม, อิมิริงิ
1981     ปริญญาตรีสาขาสัตววิทยา-มหาวิทยาลัยพอร์ต ฮาร์คอร์ต
1985     ปริญญาโทสาขาไฮโดรไบโฮโลยีและฟิชเชอร์รี่ไบโอโลยี-มหาวิทยาลัยพอร์ต ฮาร์คอร์ต
1995     ปริญญาเอกสาขาสัตววิทยา-มหาวิทยาลัยพอร์ต ฮาร์คอร์ต

ประวัติการทำงาน
1975-77         เจ้าหน้าที่ศุลกากร กรมศุลกากร (ก่อนเข้าศึกษาต่อมหาวิทยาลัย)
1982               ครูประจำชั้นในโรงเรียนที่เมืองอิเรซี รัฐโอโย (ปัจจุบันคือรัฐซุนโอ)ต่อมาสอบเข้ารับราชการครูสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ รัฐริเวอร์สเตท
1982-83         ศึกษานิเทศวิชาวิทยาศาสตร์ กระทรวงศึกษาธิการ รัฐริเวอร์สเตท
1983-1993     อาจารย์คณะชีววิทยา วิทยาลัยการศึกษาริเวอร์สเตท พอร์ตฮาร์คอร์ต
1993- 1998    ผู้ช่วยผู้อำนวยการสำนักควบคุมมลพิษและป้องกันสิ่งแวดล้อม สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาพื้นที่การผลิตแร่และน้ำมันรับผิดชอบงานป้องกันสิ่งแวดล้อม
1999 -11 พ.ย. 2005   รองผู้ว่าการรัฐรัฐบาเยลซา
12 พ.ย. 2005 ผู้ว่าการรัฐบาเยลซาสืบแทนผู้ว่าราชการซึ่งถูกสภาลงมติขับออกจากตำแหน่งข้อหาฉ้อราษฎร์บังหลวง
29 พ.ค. 2007-5 พ.ค. 2010    รองประธานาธิบดีสหพันธ์สาธารณรัฐไนจีเรีย
6 พ.ค. 2010-28 พ.ค. 2011    ประธานาธิบดีสหพันธ์สาธารณรัฐไนจีเรีย สืบแทน ประธานาธิบดีอัลฮาจิ อุมารุ มุซา ยาร์อดุอา Alhaji Umaru  Musa Yar’adua ซึ่งเสียชีวิตในระหว่างดำรงตำแหน่ง
29 พ.ค. 2011- ปัจจุบัน           ประธานาธิบดีสหพันธ์สาธารณรัฐไนจีเรียคนที่ 14 สังกัด พรรค People’s Democratic Party