วันศุกร์ที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2555

ที่สนามบิน



ที่สนามบิน

ผู้โดยสารอายุ 18 ปีขึ้นไปที่เดินทางเข้า/ออกประเทศผ่านทางสนามบินนานาชาติ ที่กรุงอาบูจาหรือที่นครลากอสควรทราบว่าทางการไนจีเรียมีระเบียบเกี่ยวกับการจำกัดการนำเข้าและห้ามการนำเข้าสิ่งของบางรายการ รวมถึงห้ามนำสิ่งของบางอย่างออกนอกประเทศดังนี้

สิ่งของที่จำกัดการนำเข้า
            เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์  -วิสกี้คนละ 1 ลิตร  ไวน์ คนละ 1 ลิตร
            ยาสูบ                            -บุหรี่คนละ 200 มวน ซิการ์ คนละ 50 มวน ยาเส้น คนละ 200 กรัม
            น้ำหอม                          -อนุญาตให้นำเข้าได้ปริมาณ 284 มิลลิลิตร

สิ่งของห้ามนำเข้า
-          แชมเปญ สพาร์กลิงไวน์ เบียร์ น้ำแร่ และเครื่องดื่มซอฟดริ้ง
-          ผลไม่ ผัก ธัญพืช ผลิตภัณฑ์จากข้าว ข้าวโพด หรือข้าวสาลี และไข่ (ทั้งไข่ดิบและไข่ที่ทำการถนอมอาหารไว้ในรูปแบบต่างๆ)
-          อาวุธปืนและกระสุน
-          ดอกไม้เพลิง
-          ยาเสพติดและยารักษาโรค (ผู้โดยสารอาจนำยารักษาโรคที่ออกใบสั่งยาโดยแพทย์ที่มีใบอนุญาตประกอบโรคศิลป์ติดตัวเข้ามาได้)
-          อัญมณี (เกินกว่าที่จะนำมาใช้ประดับส่วนตัว)และโลหะมีค่า
-          เส้นใยสังเคราะห์สิ่งทอที่ยังไม่ได้แปรรูป และมุ้ง

สิ่งของห้ามนำออกโดยไม่ได้รับอนุญาต
            -ตามกฎหมายไนจีเรีย การซื้อ/ขายวัตถุโบราณจะต้องได้รับอนุญาตจากอธิบดีกรมโบราณคดี(พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาตินครลากอส) หรือผู้ได้รับมอบอำนาจ ผปู้โดยสารขาออกที่ประสงค์จะนำโบราณวัตถุออกนอกประเทศต้องติดต่อขออนุญาตก่อนการเดินทาง

อย่างไรก็ตาม เมื่อซื้อบัตรโดยสารเครื่องบินควรสอบถามเรื่องข้างต้นให้แน่ใจ เพื่อไม่ให้เป็นปัญหาเมื่อเดินทางเข้าประเทศ

ผู้สนใจสามารถสืบค้นข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ https://www.customs.gov.ng/ProhibitionList/import.php


อย่า

วันพุธที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2555

ประชากรไนจีเรีย



ประชากรไนจีเรีย


ประชากรไนจีเรียเมื่อสิ้นเดือนธันวาคม 2554 มีประมาณ 162.47 ล้านคน เปรียบเทียบกับจำนวน 45.2 ล้านคน เมื่อปี 2505 (ค.ศ. 1960) ในช่วง 50 ปีที่ผ่านมาจำนวนประชากรของไนจีเรียเพิ่มขึ้นร้อยละ 251 จากสถิติดังกล่าวทำให้ไนจีเรียมีจำนวนประชากรประมาณ หนึ่งในหกของประชากรทั้งหมดในทวีปแอฟริกา

ไนจีเรียเป็นประเทศที่มีประชากรหลากหลายประมาณ 250 เผ่า โดยเผ่าที่มีจำนวนมากที่สุดทางภาคเหนือของประเทศ คือ เผ่าเฮาซา-ฟูลานี ซึ่งส่วนใหญ่เป็นมุสลิม เผ่าใหญ่รองลงมาในภาคเหนือได้แก่ นูเป  ทิฟ และคานูรี ส่วนทางตะวันตกเฉียงใต้นั้นเผ่าโยรุบาสเป็นเผ่าใหญ่ที่สุด โดยจำนวนกว่าครึ่งเป็น คริสเตียน หนึ่งในสี่เป็นมุสลิม และที่เหลือนับถือความเชื่อดั้งเดิมของเผ่าโยรุบาส ส่วนทางภาคตะวันออกเฉียงใต้ประชากรส่วนใหญเป็นเผ่าอิกโบซึ่งเกือบทั้งหมดเป็นคริสเตียนนิกายโรมันคาธอลิกมากที่สุด แต่ก็มีที่นับถือนิกายเพนตีคอสตัล แองกลิกันและอีแวนเจลิคัลอยู่มากเช่นกัน นอกจากเผ่าอิกโบแล้วในพื้นที่ดังกล่าวยังมีชุมชนของเผ่าอีฟิก อิบิบิโอ อันนังและอิจอว์ (เผ่าใหญ่เป็นอันดับสี่ของไนจีเรีย) พำนักอาศัยอยู่หนาแน่นด้วย ปกติคนจากต่างเผ่าจะติดต่อเจรจากันด้วยภาษาอังกฤษ นอกจากนั้นยังนิยมใช้ภาษาเฮาซา โยรุบา และอิกโบด้วยเช่นกัน

ปัจจุบันประชากรไนจีเรียมีจำนวนประมาณร้อยละ 2.29 ของประชากรโลก หรือประชากรโลกทุกๆ 44 คนเป็นผู้ที่พำนักอาศัยอยู่ในประเทศไนจีเรีย 1 คน สำนักงานประชากรสหรัฐอเมริกาประมาณว่าในปี 2593 (ค.ศ. 2050) ไนจีเรียจะมีประชากรเพิ่มขึ้นเป็น 402 ล้านคน ซึ่งจะทำให้ไนจีเรียมีประชากรมากเป็นอันดับสี่ของโลก

เครดิตภาพ: จากเว็บไซต์ http://realnigeria.org/photos3.asp

เมืองใหญ่ในไนจีเรียที่มีประชากรเกิน 1 ล้านคน

นครลากอส เมืองหลวงเก่าและศูนย์กลางการค้าของไนจีเรีย


เมืองใหญ่ในไนจีเรียที่มีประชากรเกิน 1 ล้านคน

ไนจีเรียเป็นประเทศใหญ่มีประชากร 162 (ธนาคารโลก ปี 2554) เมืองใหญ่ของไนจีเรียที่มีประชากรเกินกว่า 1 ล้านคนตามสถิติที่ประเมินปี 2555 ดังนี้
ลากอส (Lagos)                         11,547,000 คน

คาโน (Kano)                             3,466,000 คน

อิบาดัน (Ibadan)                        3,028,000 คน 

อาบูจา (Abuja)                          2,245,000 คน

พอร์ต ฮาร์คอร์ท (Port Harcourt) 1,947,000 คน

คาดูนา (Kaduna)                       1,566,000 คน                         

เบนิน (Benin City)                     1,398,000 คน

ซาเรีย(Zaria)                             1,075,000 คน

เครดิตภาพ: จากเว็บไซต์ http://realnigeria.org/photos3.asp

โกโก้ : ไนจีเรียเป็นมหาอำนาจอันดับสี่



โกโก้ : ไนจีเรียเป็นมหาอำนาจอันดับสี่

ไนจีเรียมีผลผลิตโกโก้มากเป็นอันดับสี่ของโลก โดยผลิตได้ร้อยละ 7 ของผลผลิตรวมทั่วโลก หรือจำนวน 4.025 ล้านตัน ประเทศที่มีผลผลิตโกโก้มากกว่าไนจีเรียสามประเทศได้แก่โกตดิวัวร์(36%) กานา (19%) และอินโดนีเซีย(14%)

ไนจีเรียปลูกโกโก้ในพื้นที่ 14 รัฐได้แก่รัฐออนโด ครอสริเวอร์ โอซัน อีโด โอโย เอคิติ ควารา โคกิ อะควาอิบรอม เดลต้า อาเบีย ทาราบา และรัฐอะดามาวา โดยในช่วง 10 ปีที่ผ่านมามูลค่าการส่งออกโกโก้ของไนจีเรียเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ กล่าวคือ เมื่อปี 2006 ส่งออกมูลค่า 215.2 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ปี 2007 มูลค่า 312.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ปี 2008 มูลค่า 487.8 ล้านดอลล์สหรัฐ ปี 2009 มูลค่า 662.2 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ปี 2010 มูลค่า 822.8 ล้านดอลลาร์ และปี 2011 มูลค่า  533.3   ล้านดอลลาร์สหรัฐ(ช่วง 5 เดือนแรก) ปัจจุบันการส่งออกโกโก้มีมูลค่าคิดเป็นร้อยละ 35 ของมูลค่าการส่งออกสินค้าในภาค non-oil โดยรัฐบาลมีนโยบายที่จะเพิ่มมูลค่าการส่งออกเป็นร้อยละ 40 ของมูลค่าสินค้าในภาค non-oil

วันจันทร์ที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2555

แผนแม่บทเพื่อพัฒนาอุตสาหกรรมน้ำตาลไนจีเรีย

ดร.โอลูเซกุน อากันกา 
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์และส่งเสริมการลงทุนไนจีเรีย


แผนแม่บทเพื่อพัฒนาอุตสาหกรรมน้ำตาลไนจีเรีย

ไนจีเรียเป็นประเทศผู้นำเข้าน้ำตาลจากต่างประเทศมากเป็นอันดับสี่ของโลก โดยมีอุปสงค์สำหรับการบริโภคภายในประเทศปีละ 1.3 ล้านตัน แต่สามารถผลิตน้ำตาลได้เพียงปีละ 35,000 ตันเท่านั้นทำให้ไนจีเรียต้องสูญเสียเงินตราต่างประเทศในการนำเข้าน้ำตาลเพื่อการบริโภคร้อยละ 90 เป็นจำนวนมาก โดยเมื่อปี 2011 มูลค่าการนำเข้าสูงถึง 657 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ปี 2010 มูลค่า 482.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ปี 2009 มูลค่า 385 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ปี 2008 มูลค่า 327.4 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และปี 2007 มูลค่า 313 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

เมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์  2012 สภาพัฒนาน้ำตาลแห่งชาติ (National Sugar Development Council: NSDC) ซึ่งเป็นองค์กรสังกัดกระทรวงพาณิชย์และส่งเสริมการลงทุนไนจีเรียได้เสนอแผนแม่บทเพื่อการพัฒนาน้ำตาลไนจีเรีย (Nigeria Sugar Master Plan: NSMP) ต่อคณะกรรมาธิการเพื่อการบริหารจัดการเศรษฐกิจ กระทรวงการคลัง และต่อมาเมื่อวันที่ 11 กันยายน 2012 คณะรัฐมนตรีได้มีมติให้ความเห็นชอบแผนแม่บทเพื่อการพัฒนาน้ำตาลไนจีเรียฉบับดังกล่าว ซึ่งเป็นแผนพัฒนาระยะยาว 10 ปี มีเป้าหมายที่จะส่งเสริมการผลิตและการลงทุนอุตสาหกรรมน้ำตาลครบวงจร โดยมีเป้าหมายดังนี้  1) ผลิตน้ำตาลภายในประเทศได้ปีละ 1,797,000 ตัน 2) ผลิตเอเทอร์นอลปีละ 161.2 ล้านลิต 3) ผลิตกระแสไฟฟ้าได้ปีละ 400 เมกาวัตต์ 4) ผลิตอาหารสัตว์ได้ปีละ 1.6 ล้านตัน 5) สร้างงาน 37,378 ตำแหน่ง 6) ประหยัดเงินตราต่างประเทศในการนำเข้าน้ำมันเชื้อเพลิงปีละ  65.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และ 7) ประหยัดเงินตราต่างประเทศในการนำเข้าน้ำตาลปีละ 350 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

ตามแผนแม่บทดังกล่าวรัฐบาลให้ความสำคัญต่อมาตรการจูงใจนักลงทุนเป็นสำคัญโดยเฉพาะการยกเว้นภาษีนำเข้าเครื่องจักร รวมทั้งให้การสนับสนุนบริษัทน้ำตาลภายในประเทศสามรายซึ่งประกอบธุรกิจอยู่ในขณะนี้ด้วย 

วันพฤหัสบดีที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2555

สถานการณ์ HIV ในไนจีเรีย



สถานการณ์ HIV ในไนจีเรีย

ผู้ป่วยโรคภูมิคุ้มกันบกพร่องตรวจพบในประเทศไนจีเรียเมื่อปี 1985 รัฐบาลไนจีเรียได้รายงานให้ที่ประชุมโรคภูมิคุ้มกันบกพร่องระหว่างประเทศทราบ ต่อมาในปี 1987 กระทรวงสาธารณสุขได้จัดตั้งคณะกรรมาธิการที่ปรึกษาโรคภูมิคุ้มกันบกพร่องแห่งชาติขึ้น โดยไม่ช้าหลังจากนั้นก็ได้จัดตั้งคณะกรรมาธิการที่ปรึกษาชำนาญการโรค๓มิคุ้มกันบกพร่องแห่งชาติ


ช่วงแรกๆ รัฐบาลไนจีเรียเชื่องช้าในการรับมือกับการแพร่ระบาดของโรค จนกระทั่งปี 1999 กระทรวงสาธารณสุขจึงเริ่มประเมินสถานการณ์โรคภูมิคุเมกันบกพร่องในประเทศ ซึ่งผลปรากฏว่าประชากรไนจีเรียร้อยละ 1.8 ติดเชื่อและสถิติการตรวจช่วงทศวรรษ 1990 พบว่าในปี 1993 ผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 3.8 แบะต่อมาในปี 1998 เพิ่มเป็นร้อยละ 4.5 

เมื่อประธานาธิบดีโอลูเซกุน โอบาซันโจได้รับเลือกตั้งขึ้นดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี ไนจีเรียเมื่อปี 1999 ปัญหาการป้องกัน การรักษาและการพยาบาลผู้ป่วยเป็นปัญหาระดับชาติ ประธานาธิบดีจึงตั้ง กรรมาธิการโรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง และกรรมาธิการปฏิบัติการโรคภูมิคุ้มกันบกพร่องห่งชาติ และต่อมาเมื่อปี 2001   ได้ประกาศแผนปฏิบัติการณ์ฉุกเฉินสามปีสำหรับโรคภูมิคุ้มกันบกพร่องโดยในปีเดียวกันนั้นเองประธานาธิบดีโอบาซันโจได้เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมสุดยอดครั้งแรกขององค์การเอกภาพแอฟริกันว่าด้วยโรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง วัณโรค และโรคติดเชื้ออื่นๆที่เกี่ยวข้อง
ปี 2005 รัฐบาลได้ประกาศใช้แผนยุทธศาสตร์ระยะห้าปีในการต่อสู้โรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง

แม้ว่ารัฐบาลจะเพิ่มความพยายามในการควบคุมโรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง แต่จนกระทั่งปี 2006 มีผู้ป่วยได้รับการรักษาเพียงร้อยละ 10 เท่านั้น โดยจำแนกเป็นสตรีมีครรภ์เพียงร้อยละ 7 ที่ได้รับการรักษาพยาบาลเพื่อลดความเสี่ยงที่โรคจะถ่ายทอดจากมารดาสู่ทารก

ปี 2010 คณะกรรมาธิการปฏิบัติการฯ ประกาศใช้แผนยุทธศาสตร์ห้าปี ฉบับที่สอง ปี 2010 – 2015 โดยกำหนดจะใช้งบประมาณดำเนินการประมาณ 756 พันล้านไนร่า(ประมาณ 5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ) โดยตั้งเป้าหมายว่าเมื่อบรรลุระยะเวลา 5 ปีจะสามารถให้บริการให้คำปรึกษาและตรวจทราบผลเลือดแต่ประชากรกลุ่มที่อยู่ในภาวะมีเพศสัมพันธ์ ร้อยละ 80 และแก่ประชากรกลุ่มเสี่ยงร้อยละ 85

แม้ว่าไนจีเรียจะเป็นประเทศผู้ผลิตน้ำมันใหญ่ที่สุดในทวีปแอฟริกา และเป็นอันดับที่ 12 ของโลก แต่ไนจีเรียกลับเป็นประเทศที่ติดอันดับดรรชนีความยากจนของสำนักงานโครงการพัฒนาสหประชาชาติ (UNDP เป็นอันดับที่ 156 จากจำนวนทั้งหมด 187 ประเทศ และจากการที่การพัฒนาประเทศยังอยู่ในสภาพย่ำแย่ย่อมหมายความว่าไนจีเรียกำลังมีปัญหาใหญ่หลวงในการต่อสู้กับการแพร่ระบาดของโรคภูมิคุ้มกันบกพร่องภายในประเทศ

ปัจจุบันมีผู้ติดเชื้อโรคภูมิคุ้มกันบกพร่องในประเทศไนจีเรียประมาณ ร้อยละ 3.6 หรือ 3.3 ล้านคน

(ผู้สนใจสามารถสืบค้นข้อมูลเพิ่มเติมได้จากเว็บไซต์ http://www.avert.org/aids-nigeria.htm )

เครดิตภาพ : เว็บไซต์ http://www.worldbank.org/en/country/nigeria

วันอังคารที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2555

ไนจีเรียกู้เงินจีนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานสาธารณูปโภค

ดร.โกซี โอคุนโจ อิวัลลา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ผู้แทนรัฐบาลไนจีเรีย และนายซุน ผิง กรรมการผู้จัดการ ธนาคารส่งออกและนำเข้าจีนลงนามสัญญาเงินกู้ จำนวน 600 ล้านดอลลาร์สหรัฐที่กรุงปักกิ่งเมื่อ 11 กันยายน 2555

ไนจีเรียกู้เงินจีนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานสาธารณูปโภค

กรุงปักกิ่ง ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน เมื่อวันที่ 11 กันยายน 2555 ดร.โกซี โอคุนโจ อิวัลลา ผู้ประสานงานรัฐมนตรีเศรษฐกิจและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังไนจีเรียและนายซุนผิง กรรมการผู้จัดการธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าจีนได้ลงนามสัญญาเงินกู้จำนวน 600 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อสนับสนุนการก่อสร้างสาธารณูปโภคในไนจีเรีย 2 โครงการ ได้แก่ โครงการรถไฟโมโนเรลในกรุงอาบูจา จำนวน 500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และโครงการ Galaxy Backbone ซึ่งเป็นโครงการพัฒนาเทคโนโลยีสื่อสารโทรคมนาคมของไนจีเรีย จำนวน 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

ธนาคารจีนให้สินเชื่อแก่รัฐบาลไนจีเรียด้วยเงื่อนไขผ่อนปรนระยะเวลาผ่อนชำระหนี้ 20 ปี อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 2.5 โดยมีระยะเวลาปลอดหนี้ 7 ปี

ภายหลังการลงนาม คณะผู้แทนไนจีเรียได้แถลงต่อสื่อมวลชนว่าภายใน 2-3 สัปดาห์ข้างหน้า ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าจีนและรัฐบาลไนจีเรียจะลงนามในสัญญาเงินกู้ จำนวน 106 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อสนับสนุนโครงการปรับปรุงสนามบินภายในประเทศไนจีเรียรวม 5 แห่ง ที่เมืองลากอส กรุงอาบูจา เมืองคาโน เมืองพอร์ต ฮาร์คอร์ท และเมืองอีโน ภายใต้เงื่อนไขผ่อนปรนระยะเวลาผ่อนชำระหนี้ 22 ปี อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 2 ต่อปี และระยะเวลาปลอดหนี้ 5 ปี